แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ กล้วยไม้ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ กล้วยไม้ แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

เรือนเลี้ยงกล้วยไม้


เรือนเลี้ยงกล้วยไม้


เนื่องจากสภาพแวดล้อมธรรมชาติของประเทศไทยเหมาะสมแก่การเลี้ยงกล้วยไม้ การสร้างเรือนเลี้ยงกล้วยไม้จึงไม่ต้องลงทุนอย่างในประเทศหนาว นอกจากนั้นอาจมีกล้วยไม้บางชนิดซึ่งสามารถปลูกกลางแจ้งได้ โดยไม่จำเป็นต้องสร้าง เรือนกล้วยไม้เพื่อบังร่มเงาให้เลยก็ได้ นอกจากนั้นในภูมิประเทศบางแห่งของประเทศไทย เช่น บริเวณชายฝั่งทะเลบางท้องที่อาจเลี้ยงกล้วยไม้บางชนิดได้โดยไม่ต้องสร้างเรือนกล้วยไม้เลย เพราะการหมุนเวียนถ่ายเทของกระแสลม มีส่วนช่วยลดความร้อนจากแสงแดดได้มากพอสมควร ในสภาพเช่นนี้จะปรากฏว่า กล้วยไม้เจริญแข็งแรงและสมบูรณ์ดี เพราะสามารถรับแสงแดดอันเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับชีวิตได้อย่างเต็มที่ โดยไม่มีความร้อน รุนแรง ถึงขั้นเป็นอันตรายต่อกล้วยไม้นั้นๆ
โดยทั่วๆไปการสร้างเรือนกล้วยไม้ในประเทศไทย นิยมใช้ไม้ระแนงตีเว้นช่องอย่างโปร่งๆ และทิศทางในการตีไม้ระแนงนั้น วางตามยาวระหว่างทิศเหนือกับทิศใต้ ทั้งนี้เพื่อให้เงาไม้ระแนงสามารถเคลื่อนตัวได้ตลอดวัน สอดคล้องกันกับการเคลื่อนตัวของดวงอาทิตย์ อันเป็นต้นกำเนิดของแสงแดด ผลจากสิ่งนี้จะช่วยให้กล้วยไม้ ซึ่งเลี้ยงอยู่ในเรือนได้รับแสงแดดโดยทั่วถึงอย่างไรก็ตาม ในระยะหลังๆ การเลี้ยงกล้วยไม้ได้ขยายวงกว้างออกไปมาก ประกอบกับปัญหาป่าไม้ถูกทำลาย ทำให้ไม้มีราคาสูงขึ้น แต่การเลี้ยงกล้วยไม้ก็เป็นกิจกรรมที่สังคมยอมรับในผลประโยชน์ จึงได้มีผู้คิดนำวัสดุอย่างอื่นมาใช้แทนไม้ระแนง อาทิเช่น ไม้รวกผ่าซีก ผ้าไนลอนซึ่งทออย่างโปร่งๆ สำหรับใช้แสงในการปลูกต้นไม้ ซึ่งผลิตในต่างประเทศ เป็นต้น


กล้วยไม้สกุลช้าง






สกุลช้าง (Rhynchostylis)
กล้วยไม้สกุลนี้ นอกจากช้างกระ ช้างเผือก และช้างแดงแล้วยังมีไฮนเรศและเขาแกะรวมอยู๋ด้วยทั้งหมดนี้เป็นพวกไม้อากาษโดยแท้ จึงเหมาะที่จะนำไปเกาะตามต้นไม้กิ่งไม้และตอไม้มาก เลี้ยงง่ายออกดอกง่าย และมีช่อตั้งและช่อห้อย พอถึงฤดูดอกจะออกพรูหร้อมกันหลายสิบช่อ ถ้าหากเลี้ยงเป็นกอใหญ่จะน่าดูยิ่งขึ้น และมีกลิ่นหอมตลบทั่วบริเวณโดยเฉพาะช้าว ซึ่งในปัจจุบัน ได้มี การผสมระหว่างไม้ชนิดเดียวกัน และคัดเลือกได้พันธ์ที่ดีเด่นขึ้นเป็นจำนวนมาก ที่เรียนว่าไม้พันธ์แท้ ส่วยที่ทำการผสมข้ามสกุลก้อสามารถถ่ายทอดลักษณะเด่นของช้างไปยังลูกผสมได้ดีมาก เช่น Opisanea lanathai (ช้างแดง-ลิ้นกระบือ) และ Rhynchovanda Sagarik Wine (ช้างแดงขสามปอย) เป็นต้น

ช้างกระ,ช้างดำ (Rhyn. gigantea)
มีลักษณะต้นใหญ่โตส้มชื่อ ใบหน้ากว้าง 4-6 ซม. ยาว 30-40 ซม. สีเขียวอ่อน มีทางยาวสีเขียวแก่เป็นเส้นถี่ๆ ตามความยาวของใบ ปลายรากอมม่วงเล็กน้อย ช่อดอกห้องโคงลงยาว 25-35 ซม. ดอกขนากย่อมโตประมาณ 2-3 ซม. ดอกออกรอบก้านช่อสีขาวประมวงมากบ้างน้อยบ้าง แผ่นปากสีม่วงเข้มแซมด้วยเส้นสีขาวมีกลิ่นหอมแรงมาก ออกดอกในฤดูหนาวตั้งแต่เดือนธันวาคมถึงกุทภาพันธ์เป็นช้างที่พบทั่วไปในทุกภาพของประเทศ










ไอยเรศ หรือ พวงมาลัย (Rhyn. retusa) ชื่อสามัญ ทั่วไปว่า Foxtail orchid
ลักษณะโดยทั่วไปคล้ายช้าง แต่ต้นเล็ก ใบ แคบและยาวคืด กว่างราว 4 ซม. ยาวราว 40 ซม. ก้านช่อห้อยยาว 30-40 ซฝ. ออกพร้อมกัน 2-4 ช่อ ดอกมีขนาดเล็กประมาณ 1.5 ซม. ดกมากออกเป็นพวงแน่นรอบก้านช่อคล้ายพวงมาลัย สีขาวประจุดม่วงเล็กๆ ปลายปากแต้มม่วงเป็นพิดแซมด้วยเส้นสีขาว พบทั่วไปในทุคภาคของประเทศ แต่ภาคใต้ดอกเล็กช่อยาวกว่า ภาคกลาง ตะวันตก ตะวันออก รวมทั้งภาคอิสานและ ภาคเหนือตอนล่าง ดอกโตกว่าส่วนภาคเหนือดอกย่อมกว่าแต่สีมักประม่วงแดงถี่กว่า และใบมักกว้างสั้นกว่าด้วย




เขาแกะ (Rhyn. coclestis) มีชื่อสามัญทั่วไปว่า Blue foxtail crchid

เขาแกะเขาเผือกหรือที่จริงน่าจะรเยน Whrite form มากกว่า
ลักษณะต้นเตี้ยใบซ้อยชิดกันแน่น ใบห่อเข้าหากันปลายโค้งลงเล็กน้อยมองดูคล้ายเขาแกะ ขนาดใบยาว 10-15 ซม. ก้านช่อดอก ตั้งตรงยาวประมาณ 15-20 ซม. ออกดอกพร้อมกันยอดละ 2 ซม. ออกรอบก้สนช่อ สรมีได้หลายสี โคนกลีบมักเป็นสีขาวมากบ้างน้อยบ้าง แต่โดยสีมั่วไปคล้ายฟ้ามุ่ย

กล้วยไม้สกุลเอื้องกุหลาบ

สกุลเอื้องกุหลาบ (Aerides)
กล้วยไม้สกุลนี้เฉพาะที่พบในบ้านเรามี 8 ชนิดด้วยกัน โดยไม่นับรวมเอื้องกุหลาบหนวดพราหม์พมณ์ (Aer. mitrata) ที่ย้ายไปไว้ในสกุลใหม่เป็น Seidenfadenia mitrata เอื้งกุหลาเป็นพวกไม้อากาศที่เลี้ยงง่าย ยกเว้นบางชนิดที่ชอบอากาศเย็น ช่อห้อยหรือช่อโค้งลง ดอกสวยงาม แลบาางชนิดมีกลิ่นหอมคล้ายกุหลายก็มี คล้ายกลิ่นตะใครก็มี จึงเป็นกล้วยไม้ที่เหมาะสำหรับนำไปปลูกประดับสวนโดยห้อยไว้ตามคบไม้ กิ่งไม้และตอไม้หรือแม้แต่บนกำแพงหรือบนรั้วบ้าน เพื่อให้เจริญงอกงามเป็นกอใหญ่ต่อไป เมื่อถึงฤดูดอกจะออกหร้อมกันหลายสิบช่อน่าดูมาก ปละถ้าเป็นชนิดที่มีกลิ่นจะหอมตลบไปทั่วบริเวณ


เอื้องกุหลาบหระเป๋าปิด (Aer. odorata)
หรือบางครั้งเรียกว่า เอื้งกุหลาบพวง เป็นชนิดที่พบแพร่หลายทั่วไปในทุคภาคของประเทศ ทรงต้นโปร่งยอดเลื้อยทอด ใบแบนยาว กว้าง 2-3 ซม. ยาว 20-30 ซม. ก้านช่อยาวประมาณ 20-30 ซม. ปลาบช่อโค้งลง ดอกออกรอบก้านช่อระยะพองาม ขนาดดอก 2.5-3 ซม. สีขาวแต้มชมพูที่ปลายกลีบและปลายปาก แผ่นปากเล็กมีหูปากหุ้มเส้นเกสรไว้ จึงเรียนว่ากระเป๋าเปิด และมีเดือยงอนชี้ไปข้างหน้า ดอกมีกลิ่นหอมแรงบานครั้งละหลายๆ ช่อในแต่ละยอด และบานเกือบจะหร้อมกันทั้งช่อ เนื่องจากเป็นชนิดที่มีการกระจายพันธ์กว้างขวาง จึงมีลักษณะแตกต่างกันมากพอสมควร ในบ้านเราที่ห็นเด่นชัดก็มี




เอื้องกุหลาบหระเป๋าเปิด (Aer. falacata)
ลักษณะต้นคล้ายเอื้องกุหลาบกระเป๋าปืด แต่ใบแผ่กว้างกว่า คือ กว้าง 2.5-3.5 ซม. ยาว 15-30 ซม. ก้านช่ออ่อนห้อยลงพื้น ยาว 20-40 ซม. ดอกออกรอบช่อกระจายห่าง ๆ ขนาดโตราว 3 ซม. ปากกว้างแบะยื่นออกมาข้างหน้าสีม่วงแดง แต่แทนที่จะเรียนว่ากุหลาบปากเปิดกลับไปเรีบยกระเป๋าเปิดแทนกลีบดอกสีขาวแต้มม่วงที่ปลายกลีบหรือเคือบม่วง ออกช่อพร้อมกันยอดละหลายช่อ พบแพร่หลายทั่วไป เป็นชนิดที่เลี้ยงง่ายมาก ชอบแดด ออกดอกใยฤดูร้อนระห่างเดือนเมษายนถึง พฤศภาคม




เอื้องกุหลาบเหลือโคราช (Aer. houlettiana)
เป็นกุกลาบปากเปิดอีกชนิดหนึ่ง ซึ่งบางคนก็ถือเป็นเพียงพันธ์หนึ่งเท่านั้นลักษณะต้นตั้งหรือค่อนข้างตั้งสูง 30-60 ซม. ใบถี่ซ้อนชิดกันพอสมควร กว้างราว 2.5 ซม. ยาว 15-20 ซม. ก้านช่อดอกโค้งยาว 15-25 ซม. ก้านช่อดอกโค้งยาว 15-25 ซม. ขนาดดอกโตราว 2.5-3 ซม. สีเหลืองนวลไปจนเหลือแก่ ปลายปากแผ่นกว้างสีม่วงอ่อนจนถึงม่วงแก่โคนปลายขาว ต้นสีแก่จะดูสวยงามกว่าต้นสีอ่อนมาก โดยเฉพาะสีเหลือม่วง-ขาว ที่ตัดกันเด่นชัด มีกลิ่นหอมมากบ้างน้อยบ้าง คล้ายกลิ่นตะไคล้ พยเฉพาะในถาคตะวันออกเฉียงเหนือตั้งแต่นครราชสีมาจนถึงนครพนม ตามป่าโปร่งแห้งแล้ง การปลูเลี้ยงในกรุงเทพฯ ๆไม่ควรให้ร่มชื้นเกินไปยอกมักเน่าเปื่อยเมื่อฝนตกชุก ออกดอกครั้งละหลายช่อในช่วงฤดูร้อนระกว่าเดือนเมาาถึงพฤษภา หากปีใดเว้นไม่ออกดอกมักไปออกรวมในอีถัดไปมากช่อยิ่งขึ้นถ้าต้นสมบูรณ์พอ

เอื้องกุหลาบแดง (Aer. crassifolia)
เป็นชนิดที่ชาวยุโรปนิยมว่าสวยงามมากจนถึงกับเรียดว่า "ราชาแห่งเอื้องกุหลาบ" ที่เดียวลำต้นเตี้ยล่ำสัน ใบใหญ่สั้นและหนาสีเขียวปนแดง โดยเฉพาะในช่วงแล้ง ใบกว้างประมาณ 15-20 วม. ปลายช่อโค้งลงขนาดดอกโตราว 3 ซม. กลีบดอกนอกคู่ล่วงกว้างมาก ปากแบะยื่นออกมา สีของดอกมีตั้งแต่ชมพูสดไปจนสีม่วงแก่ โคนกลีบขาว แผ่นปากสีเข้มกว่าเล็กน้อยพบตามป่าโปร่งแห้วแล้ง หรือตามภูเขาสูงทั่วไปยกเว้นภาคใต้ ปลูเลี้ยงในกร่งเทพฯ ได้เจริญงอกงามดีมากแต่ออกดอกยากหรือบางทีช่อสั้นกว่าปกติจึงทำให้ขาดความงามไปอีก


เอื้องกุหลาบน่าน (Aer. fieldingii)จ
ทรงต้นแข็งแรงล่ำสันใบใหญ่หนาคล้ายช้างขนาดย่อม แต่ใบั้งกว่าเล็กน้อย กว้างประมาณ 2.5-4 ซม. ยาว 15-30 ซม. ก้านช่อดอกยาวราว 40 ซม. ห้องลงหรือปลายโค้งลง และบางทีแตกแขนงช่อ 1-2 ช่อด้วย ดอกดกออกรอบก้านช่อ 50-100 ดอก ถ้านับรวมแขนงช่อดอกด้วย ดอกเล็กมีขนาดโตประมาณ 2.5 ซม. สีขาวประจุดม่วง ปากม่วง ชนิดโตพบที่ภูหลวงจังหวัดเลยด้วย
ส่วนชนิดทางภาคเหนือซึ่งเรียกว่า เอื้องกุหลาบไอยรา กรือเอราวัณ นั้นมีต้นเล็ก ใบแคบเล็กและสั้นกว่าปกติ ขอบใบกางออกขนาดดอกเล็กกว่าคือโตราว 2 วม. เท่านั้น แต่ก้านช่อยาวอาจถึง 60 ซม. และแตกแขนงช่อ 2-3 แขนงได้ ซึ่งเอื่องกุหลาบชนิดนี้ ศ.ระพีสาคลิก ว่าเป็่น Aer. multiflora var. lowii แต่ยังไม่ได้ตรวจสอบดูให้แน่นอน


เอื้องกุหลายมาลัยแดง (Aer. muliflora)
ลักษณะทรงต้นล่ำสัน แข็งแรง เตี้ย ใบหนา ของใบห่อพับ ปลายใบโค้งลงออกซ้อนชิด ใบกว่างประมาณ 2.5-4 ซม. ยาว 15-25 ซม. ก้านช่อแข็ง โค้งลงหรือห้อย สีม่วงเข็มเกือยดำ ดอกดกออกแนานช่อ ขนาดดอกโตราว 3 ซม. พื้นสีขาวปลายกลีบแต้วสีม่สงแดง กลีบในประแต้มสีม่วงแดงแก่ แผ่นปากกว่างแบะยื่นออกเป็นรูปสามเหลี่ยม สีม่วงอดง พบตามป่าโปร่งแห้งแล้งหรือตามคบไม้ใหญ่ในทุ่มนา และชายป่าดงดิบทั่วไปในภาคเหนือ ตะวันตก ตะวันออกและตะวันออกเฉียงหนือ

เอื้องกุหลาบพวงชมพู (Aer. krabiensis)
เป็นเอื้องกุหลาบที่เพิ่งพบกันเมื่อราว 10 ปีมานี้เอง และตั้งชื่อตามจัวหวัดที่พบครั้งแรก เป็นเอื้องกุหลาบขนาดย่อมและพบว่ามีขนาดเล็กแบบ miniature ด้วย คือเล็กกว่าต้นย่อมราวเท่าตัว และดอกเล็กกว่าด้วย ลักษณะทรงต้นเตี้ย ใบเล็กและหนาแข็ง กว้าง 1-2 ซม. ยาว 7-12 ซม. ถ้าเป็นชนิดต้นใบแผ่ แต่ถ้าเป็นชนิดต้นเล็กใบแคบเรียวยาวปลายโค้งใบออกซ้อยชิดกันพอประมาณก้านช่อดอกยาวมากเมื่อเทียบกับขนาดของต้นคือยาวประมาณ 15-25 ซม. ปลายช่อดอกที่ตอนปลายอืกราว 10 ซม. เท่านั้น ดอกย่อมโตประมาณ 1.2-1.8 ซม. สีชมพูสดไปจนถึงสีม่วงแดงแก่พบขึ้นตามภูเขาหินปูนตามเกาะและชายฝั่งทะเลในเขตจัวหวัดกระบี่ และพังงา

วันศุกร์ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

กล้วยไม้พันธุ์เข็ม

กล้วยไม้พันธ์ต่างๆ


สกุลเข็ม (Ascocentrum)
กล้วยไม้สกุลนี้มีในบ้านเรา 3 ชนิด จากจำนวน 4 ชนิด และเป็นชนิดที่มีดอกสวยงามมากที่สุดคือ เข้มม่วง เข็มแดง และเข็มแสด ส่วนเข็มขาวและเข็มเหลือเป็นไม้ในสกุลแวนดา และเข็มหนูได้ย้ายไปไว้ในสกุล Smitinandia ซึ่งเพิ่งตั้งขึ้นใหม่ เข็มทั้ง 3 ชนิดที่กล่าวข้างต้นมีต้นและดอกเล็กแต่มีสีสันสดใสมาก เมื่องบานพรูพร้อมกันหลาย ๆ ช่อจึงดูสวยงามน่าดูมากเข้าลักษณะไม้แคระ (miniature) ได้เมื่อเที่ยบกับขนาดของแวนดาทั่วไป ปลูเลี้ยงง่าย ชอบ แดดโดคเฉพาะเข็มแสด และเข็มแดง ส่วนเข็มม่วงเลี้ยงยากกว่าและออกดอกยาวกว่าด้วย

เข็มม่วง (Asctm. ampullaceum)
มีทรงต้นอ้วยล่ำกว่าชนิดอื่นใบกว่างแข็งออกซ้อนชิดกัน ปลายชี้ตั้งขึ้นยางประมาณ 15 ซม. ปลายใบตัดเป็นฟันแหลมไม่เท่กันก้านช่อตั้งเฉียงๆ ขนานกับใบยาวประมาณ 15 ซม. ดอกดกออกรอบก้านช่อตั้งแต่ฟันกาบใบขึ้นไปจำนวนดอกประมาณ 30ดอกต่อช่อ ดอกโตประมาณ 2 วม. สีม่วงแดง ปากเล็กแคบสีเหนือนวน ฤดูดอกในราวเดือนมีนาคมถึง พฤษภาคม และทนอยู๋ได้ 2 สัปดาห์
เข็มม่วงมีถินกำเนิดบริเวณเดียวกับเข็มแดง แต่มักขึ้นอยู๋ในระดับสูงกว่า อากาศเย็นกว่าเมื่อนำมาปลูกเลี้ยงในกรุงเทพฯ จึงอ่านแอเน่าง่าย เมื่อได้รับความชื้นสูงต้องใช่วิธีแขวนไว้ในที่สู.ลมโกรกแต่ค่อนข้างร่มกว่าเข็มชนิดอื่นจึงพออยู่ได้ และออกดอกให้ชมบ้างใยบางปีและหลายช่อด้วย แต่ช่อมักสั้นกว่าปกติ


เข็มแดง (Asctm. curvfolium)
ทรงต้นผอมบางกว่าเข็มแสดแดง ยาวราว 15-20 ซม. กก้านช่อตั้งแต่ไม่แข็มเท่าเข็มแสด ยาวแระมาณ 20 ซม. ขนาดดอกโดยประมาณ 1.5 ซม. หรือโตกว่าเล็กน้อยออกรอบก้านช่อเป็นระเบียบพองาม ดอกสีส้มอมแดงหรือข่อนข้างแดงสดใส่ปลายเส้นมีสีม่วงเมล์ดมะปรางดอกบานทนกว่า 2 สัปดาห์ ดอกออกในเดือน พฤษภาเลี้ยงในกรุงเทพฯ ต้องรดน้ำให้น้องลงก่อนถึง ฤดูดอกสัก 1-2 เดือนจะปล่อยออกดอกสม่ำเสมอดีขึ้น และควรปล่อยให้เป็นกอโตจะให้ดอกมากช่อขึ้น และกำเนิดโปรตีน แหล่งกำเนิดคิอในไทย พบตั้งแต่กาณจนะรุรีขึ้นไบจรถึงแม่ห้องสอนตามแนวไทย-พม่า

เข็มแสดภาคใต้ (Asctm. miniatum)
มีลักษณะต้นและใบ คล้ายเข็มแดง แต่ลำต้นย่อมกว่า ใบแคบเล็กยาว และปลายใบโค้งลง ดอกเล็กกว่าเข็มแสดภาคอื่นขาดประมาณ 1 ซม. เท่านั้น และมีสีเข้มอมแดงคล้านเข็มแดง พบตั้งแต่ภาคใต้ลงไปถึงมลายา


เข็มแสด (Asctm. miniatum)
ลักษณะต้นเตี้ยแคระใบหนา แข็งซ้อนติดกันแน่น ต้นมักสูงไม่เกิน 30 ซม. แต่กหน่อเป็นกอโต ขนาดใบกว่าง 1.5 ซม. ยาวประมาณ 10 ซม. ปกติสีเขียว แต่ถ้าได้แดดมากจะมีประสีม่วงบนใบมาก ก้านช่อแข็งตั้งตรงสูง ประมาณ 15 ซม. ดอกดกแน่นช่อ ช่อละประมาณ 50 ดอก ขนาด ดอกโต ประมาณ 1.5 ซม. ปลายกส้นเกสรเห็นเป็นจุดสีดำ สีส้มอ่อนไปจนถึงสีส้มแก่สดใสสะดุดตามาก พบขึ้นในป่าโปร่งแห้งแล้งทั่วไปในทุคภาพ ฤดูดอกในราวเดือน กุมภาพันธ์ถึง มีนาคม เลี้ยงง่ายออกดอกง่าย บองต้นออกดอกในระหว่างเดือนกรกฎาคมถึงกันยายนอีกครั้งหนึ่งก็มี